สทนช. จับมือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา 2566-2580 ชู SEA เป็นกรอบวางแผนใหม่ รับมือความเสี่ยงน้ำท่วม น้ำเสีย น้ำเค็มรุก และแรงกดดันจาก Climate Change หลังพื้นที่เจ้าพระยาถูกมองเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวพันทั้งเมืองหลวง เศรษฐกิจ ชุมชน และความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้า “โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566-2580” โดยมีเป้าหมายเพื่อทบทวนทิศทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับโจทย์ใหม่ของประเทศ
ประเด็นสำคัญของการปรับแผนครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมตามฤดูกาลเท่านั้น แต่เป็นการประเมินภาพรวมของลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนถึงปากแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงซ้อนทับจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมืองขยายตัว แผ่นดินทรุด น้ำทะเลหนุน และคุณภาพน้ำที่เสื่อมลง
เจ้าพระยาไม่ใช่แค่แม่น้ำ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของไทย เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรุงเทพฯ ปริมณฑล พื้นที่เกษตรกรรมภาคกลาง เขตอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง ระบบคมนาคม และการผลิตน้ำประปา
เมื่อความเสี่ยงด้านน้ำเปลี่ยนไป แผนบริหารจัดการน้ำแบบเดิมจึงอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ Climate Change ทำให้รูปแบบฝน ปริมาณน้ำหลาก ภัยแล้ง และน้ำเค็มรุกมีความผันผวนสูงขึ้น
การปรับปรุงแผนแม่บทครั้งนี้จึงถูกวางให้เป็นแผนระยะกลางถึงระยะยาว ครอบคลุมช่วงปี 2566-2580 เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดมาตรการและโครงการสำคัญในอนาคต แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือจัดการแบบปีต่อปี

ใช้ SEA ชั่งน้ำหนักเศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม
หัวใจของโครงการ คือการนำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Environmental Assessment: SEA มาใช้เป็นกรอบในการวางแผน เพื่อประเมินทางเลือกการพัฒนาอย่างรอบด้าน ก่อนกำหนดมาตรการหรือโครงการที่เหมาะสม
SEA จะช่วยให้การวางแผนไม่ได้มองเพียงปริมาณน้ำหรือโครงสร้างระบายน้ำเท่านั้น แต่พิจารณาความเชื่อมโยงกับมิติอื่น ๆ ทั้งการใช้ที่ดิน จำนวนประชากร คุณภาพสิ่งแวดล้อม วิถีชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่น และผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ
รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ และรองประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระบุว่า การใช้ SEA เป็นกรอบในการจัดทำแผนแม่บท จะช่วยให้การพิจารณาข้อจำกัดของพื้นที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านทรัพยากรน้ำ ที่ดิน ประชากร สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน
เปิดเวที 3 พื้นที่ ฟังเสียงต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ
นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการปรับปรุงแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วงปรับปรุงครั้งที่ 1 ระหว่างปี 2566-2580 โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ จะมีบทบาทในการสะท้อนปัญหา เสนอแนวทาง และร่วมออกแบบแผน เพื่อให้ข้อเสนอจากพื้นที่ถูกนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงแผนแม่บทอย่างเป็นรูปธรรม
นายศราวุธ สากล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 2 กล่าวว่า การจัดทำแผนครั้งนี้ต้องการรับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่จริง เพื่อให้แผนแม่บทมีความสมบูรณ์และสามารถใช้เป็นกรอบบริหารจัดการน้ำได้ในระยะยาว
เบื้องต้นจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นใน 3 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อให้ครอบคลุมมุมมองจากพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

3 ความเสี่ยงใหญ่ น้ำท่วม-น้ำเสีย-น้ำเค็มรุก
ข้อมูลจากโครงการชี้ว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังเผชิญปัญหาหลักอย่างน้อย 3 ด้าน
น้ำท่วม ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุด โดยเฉพาะน้ำเหนือที่ไหลลงสู่ภาคกลาง ประกอบกับภาวะน้ำทะเลหนุนในพื้นที่ปลายน้ำ ทำให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
น้ำเสีย เป็นปัญหาหนักในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่ปทุมธานี นนทบุรี ไปจนถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทั้งชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ และกิจกรรมการใช้น้ำจำนวนมาก
น้ำเค็มรุกและการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นอีกโจทย์ใหญ่ของพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะสมุทรปราการและกรุงเทพฯ รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบผลิตน้ำประปา การเกษตร และระบบนิเวศริมแม่น้ำ
ปัญหาทั้งสามด้านทำให้การบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถแยกส่วนได้อีกต่อไป เพราะน้ำท่วม น้ำเสีย น้ำแล้ง น้ำเค็ม และการใช้ที่ดิน ล้วนเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว
จับตาโครงการระบายน้ำ-ป้องกันน้ำเค็ม
สำหรับแนวทางในอนาคต แผนแม่บทฉบับปรับปรุงจะบรรจุโครงการและมาตรการสำคัญในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อให้การแก้ปัญหามีความต่อเนื่องมากขึ้น
หนึ่งในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือคลองระบายน้ำบางไทร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกประมาณ 2 ปี โดยจะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตอนบน เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง
ขณะที่พื้นที่ตอนล่าง เช่น ปทุมธานีและนนทบุรี ยังต้องอาศัยแนวทางเชื่อมโยงกับโครงการคลองป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งผ่านการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดแรงกดดันในพื้นที่ปลายน้ำ
อีกประเด็นที่ต้องจับตาในระยะยาว คือแนวคิดการจัดทำโครงสร้างป้องกันน้ำเค็มหรือโครงสร้างบริเวณปากแม่น้ำในพื้นที่อ่าวไทย เพื่อรับมือแผ่นดินทรุด ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และน้ำทะเลหนุน ซึ่งเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และจังหวัดตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา


วิเคราะห์ฉากทัศน์ถึงปี 2580
ผศ.ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างชัดเจน การจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้จึงจะวิเคราะห์ภาพอนาคตในหลายกรณี พร้อมกำหนดมาตรการ แผนงาน และรูปแบบโครงการที่เหมาะสมจนถึงปี 2580
แนวทางดังกล่าวจะพิจารณาทั้งมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง เช่น ระบบระบายน้ำ โครงสร้างป้องกันน้ำท่วม และโครงสร้างป้องกันน้ำเค็ม รวมถึงมาตรการที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เช่น การบริหารพื้นที่ การฟื้นฟูระบบนิเวศ การใช้ข้อมูลพยากรณ์ การเตือนภัย และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
นนทบุรีสะท้อนภาพพื้นที่ปลายน้ำ
นางระวีพรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจังหวัดนนทบุรี แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหัวใจของวิถีชีวิตประชาชน โดยจังหวัดมีคลองเชื่อมต่อกว่า 400 คลอง และกำลังเผชิญผลกระทบจากปัญหาน้ำเสีย น้ำท่วม และน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง
การปรับปรุงแผนแม่บทที่พิจารณาทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนริมแม่น้ำและริมคลอง รวมถึงการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและโอกาสทางอาชีพในระยะยาว
แผนน้ำเจ้าพระยา คือแผนรับมืออนาคตเมืองไทย
การปรับปรุงแผนแม่บทน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำฉบับใหม่ แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือความเสี่ยงของพื้นที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ภายใต้แรงกดดันจาก Climate Change เมืองขยายตัว น้ำทะเลหนุน น้ำเสีย และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น แผนแม่บทฉบับนี้จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่กำหนดว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะเดินต่อไปอย่างไรในอีกกว่าทศวรรษข้างหน้า
