การเงิน - การลงทุน

SCB WEALTH ชี้เงินบาทเสี่ยงอ่อนทะลุ 34 บาท หากวิกฤตตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่ง แนะลงทุนครึ่งปีหลัง “Stay Invested” จับตา Fed-ภูมิรัฐศาสตร์-AI

Share
SCB WEALTH ประเมินเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ หากราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง จับตา Fed ภูมิรัฐศาสตร์ และ AI
SCB WEALTH ประเมินเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ หากราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง จับตา Fed ภูมิรัฐศาสตร์ และ AI
Share

SCB WEALTH จัดกิจกรรม Wealth Community ภายใต้หัวข้อ “The Dollar Reset: วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ยนเกม” เปิดมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยนักกลยุทธ์จาก SCB Financial Markets (SCB FM) และ SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ประเมินว่า ค่าเงินบาท ยังเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูง ความแตกต่างของทิศทางดอกเบี้ยไทยกับต่างประเทศ และกระแส Carry Trade พร้อมแนะนักลงทุนกระจายพอร์ต รับมือความผันผวนของตลาดโลก

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ SCB Investment Center เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้ข้อมูลและมุมมองการลงทุนแก่ลูกค้ากลุ่ม Wealth ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

SCB FM คาดเงินบาทเคลื่อนไหว 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) กล่าวว่า ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศ

ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำมันโลก จนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและกดดันสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท

ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำตลอดปี แตกต่างจากหลายประเทศที่ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและธุรกรรม Carry Trade เพิ่มขึ้น

เงินบาทกลายเป็น Funding Currency แทนเงินเยน

SCB FM ระบุว่า ปัจจุบันเงินบาทเริ่มถูกใช้เป็น Funding Currency ในธุรกรรม Carry Trade มากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ทำให้ต้นทุนแลกเงินเยนของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ ควรทยอยแลกเงินเยนไว้ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

หากน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ เงินบาทอาจอ่อนทะลุ 34 บาท

SCB FM ประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังอยู่ในกรอบที่ตลาดคาด เงินบาทในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดง จนอุปทานน้ำมันโลกหายไปประมาณ 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลักดันราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ในระยะยาว หากสงครามคลี่คลายและธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ค่าเงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

แนะผู้ส่งออก-ผู้นำเข้าบริหารความเสี่ยงค่าเงิน

ด้านการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน SCB FM แนะนำให้ผู้ส่งออกลดสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน เพื่อเปิดรับโอกาสจากเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า

ส่วนผู้นำเข้าควรทยอยซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ พร้อมใช้ธุรกรรม FX Forward เพื่อบริหารต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินในระยะต่อไป

SCB CIO ชี้ 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางลงทุนครึ่งปีหลัง

นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO กล่าวว่า ครึ่งหลังปี 2569 นักลงทุนควรติดตาม 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • ความต่อเนื่องของการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งสามปัจจัยมีแนวโน้มสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ภาวะดอกเบี้ยสูง และความเป็นไปได้ของภาวะ Stagflation หากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่ตลาดคาด

แนะกลยุทธ์ Stay Invested กระจายพอร์ตแบบ Core-Opportunistic

SCB CIO ยังคงแนะนำกลยุทธ์ Stay Invested พร้อมจัดพอร์ตในรูปแบบ Core-Opportunistic Portfolio โดยให้พอร์ตหลักเน้นความมั่นคง และมีพอร์ตเสริมสำหรับสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในจังหวะตลาด

สำหรับสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • หุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นคุณภาพ (Quality Growth)
  • หุ้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ไม่รวมจีน
  • ตราสารหนี้สหรัฐอายุสั้นถึงปานกลาง
  • หุ้นกู้เอกชน Investment Grade
  • กองทุนรวมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง

ในขณะที่ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงลดลง

AI ยังเป็น Mega Trend แต่ต้องจับตาความสามารถสร้างรายได้

แม้ธีมการลงทุนด้าน Artificial Intelligence (AI) ยังคงได้รับการสนับสนุนในระยะยาว แต่ SCB CIO มองว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ หรือ Hyperscalers มากขึ้น

พร้อมแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แม้จะมีแรงกดดันระยะสั้นจากมาตรการกำกับดูแลการใช้เลเวอเรจของภาครัฐ

มองทองคำและ Mega Forces เป็นเครื่องมือสร้างสมดุลพอร์ต

SCB CIO เห็นว่าพอร์ตลงทุนระยะยาวควรมีการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและอัตราดอกเบี้ย

สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธีม Mega Forces เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว

หมายเหตุ: ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสรุปสาระสำคัญจากงานเสวนา “The Dollar Reset: วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ยนเกม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยเป็นมุมมองของวิทยากร ณ วันที่จัดงาน และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Share
ads image

ธุรกิจ – เศรษฐกิจ

การเงิน – การลงทุน