SCB WEALTH จัดกิจกรรม Wealth Community ภายใต้หัวข้อ “The Dollar Reset: วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ยนเกม” เปิดมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยนักกลยุทธ์จาก SCB Financial Markets (SCB FM) และ SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ประเมินว่า ค่าเงินบาท ยังเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูง ความแตกต่างของทิศทางดอกเบี้ยไทยกับต่างประเทศ และกระแส Carry Trade พร้อมแนะนักลงทุนกระจายพอร์ต รับมือความผันผวนของตลาดโลก
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ SCB Investment Center เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้ข้อมูลและมุมมองการลงทุนแก่ลูกค้ากลุ่ม Wealth ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
SCB FM คาดเงินบาทเคลื่อนไหว 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) กล่าวว่า ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศ
ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำมันโลก จนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและกดดันสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำตลอดปี แตกต่างจากหลายประเทศที่ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและธุรกรรม Carry Trade เพิ่มขึ้น
เงินบาทกลายเป็น Funding Currency แทนเงินเยน
SCB FM ระบุว่า ปัจจุบันเงินบาทเริ่มถูกใช้เป็น Funding Currency ในธุรกรรม Carry Trade มากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ทำให้ต้นทุนแลกเงินเยนของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ ควรทยอยแลกเงินเยนไว้ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
หากน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ เงินบาทอาจอ่อนทะลุ 34 บาท
SCB FM ประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังอยู่ในกรอบที่ตลาดคาด เงินบาทในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดง จนอุปทานน้ำมันโลกหายไปประมาณ 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลักดันราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ในระยะยาว หากสงครามคลี่คลายและธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ค่าเงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
แนะผู้ส่งออก-ผู้นำเข้าบริหารความเสี่ยงค่าเงิน
ด้านการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน SCB FM แนะนำให้ผู้ส่งออกลดสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน เพื่อเปิดรับโอกาสจากเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า
ส่วนผู้นำเข้าควรทยอยซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ พร้อมใช้ธุรกรรม FX Forward เพื่อบริหารต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินในระยะต่อไป
SCB CIO ชี้ 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางลงทุนครึ่งปีหลัง
นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO กล่าวว่า ครึ่งหลังปี 2569 นักลงทุนควรติดตาม 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
- ความต่อเนื่องของการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ทั้งสามปัจจัยมีแนวโน้มสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ภาวะดอกเบี้ยสูง และความเป็นไปได้ของภาวะ Stagflation หากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่ตลาดคาด
แนะกลยุทธ์ Stay Invested กระจายพอร์ตแบบ Core-Opportunistic
SCB CIO ยังคงแนะนำกลยุทธ์ Stay Invested พร้อมจัดพอร์ตในรูปแบบ Core-Opportunistic Portfolio โดยให้พอร์ตหลักเน้นความมั่นคง และมีพอร์ตเสริมสำหรับสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในจังหวะตลาด
สำหรับสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่
- หุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นคุณภาพ (Quality Growth)
- หุ้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ไม่รวมจีน
- ตราสารหนี้สหรัฐอายุสั้นถึงปานกลาง
- หุ้นกู้เอกชน Investment Grade
- กองทุนรวมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง
ในขณะที่ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงลดลง
AI ยังเป็น Mega Trend แต่ต้องจับตาความสามารถสร้างรายได้
แม้ธีมการลงทุนด้าน Artificial Intelligence (AI) ยังคงได้รับการสนับสนุนในระยะยาว แต่ SCB CIO มองว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ หรือ Hyperscalers มากขึ้น
พร้อมแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แม้จะมีแรงกดดันระยะสั้นจากมาตรการกำกับดูแลการใช้เลเวอเรจของภาครัฐ
มองทองคำและ Mega Forces เป็นเครื่องมือสร้างสมดุลพอร์ต
SCB CIO เห็นว่าพอร์ตลงทุนระยะยาวควรมีการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและอัตราดอกเบี้ย
สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธีม Mega Forces เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว
หมายเหตุ: ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสรุปสาระสำคัญจากงานเสวนา “The Dollar Reset: วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ยนเกม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยเป็นมุมมองของวิทยากร ณ วันที่จัดงาน และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
