ยูนิลีเวอร์เดินหน้าบทบาทไทยเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาค ผสาน AI กับโรงงานต้นแบบ เร่งต่อยอดอินไซต์ผู้บริโภคสู่สินค้าเชิงพาณิชย์ ชูวาสลีน–คนอร์ ตัวอย่างนวัตกรรมจากไทยขยายตลาดต่างประเทศ
ยูนิลีเวอร์ให้น้ำหนักประเทศไทยในฐานะศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับภูมิภาค หรือ Regional R&D & Innovation Hub เชื่อมการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค งานวิทยาศาสตร์ และการผลิตระดับอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนาสินค้า รองรับการขยายตลาดในภูมิภาคและระดับโลก
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนเร็ว หรือ FMCG ที่ขยายจากฐานการผลิตและการปรับสูตรสินค้าให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่น ไปสู่การร่วมพัฒนานวัตกรรมสำหรับผู้บริโภคในหลายประเทศ โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงโรงงานต้นแบบ เป็นกลไกเชื่อมแนวคิดผลิตภัณฑ์กับการผลิตเชิงพาณิชย์
ไทยเชื่อมเครือข่ายวิจัยยูนิลีเวอร์ทั่วโลก
นายวิเวกอนันต์ ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชีย และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยและพัฒนาที่สำคัญของบริษัท ซึ่งมีศูนย์ R&D ประจำภูมิภาค 11 แห่งทั่วโลก ทำหน้าที่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาพัฒนาร่วมกับความเข้าใจผู้บริโภคและความสามารถในการผลิตจริง
สำหรับเครือข่ายระดับโลก บริษัทระบุว่ามีศูนย์ Global Innovation Center จำนวน 6 แห่ง นักวิจัยกว่า 4,500 คน และสิทธิบัตรกว่า 16,500 ฉบับ โดยใช้งบวิจัยและพัฒนาในปีที่ผ่านมาตามข้อมูลที่เปิดเผยในข่าวครั้งนี้กว่า 836 ล้านยูโร ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการลงทุนระดับโลกของยูนิลีเวอร์
ในเชิงธุรกิจ บทบาทของศูนย์วิจัยไทยจึงเชื่อมโยงทั้งการตอบโจทย์ตลาดในประเทศ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดไปยังตลาดอื่นผ่านเครือข่ายของบริษัท

ใช้ AI เร่งออกแบบสูตร เชื่อมโรงงานต้นแบบสู่การผลิตจริง
ยูนิลีเวอร์นำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนงานวิจัย ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค การออกแบบสูตร ไปจนถึงการจำลองผลลัพธ์ก่อนทดลองจริง ผ่านเครื่องมืออย่าง Digital Simulation & Modelling และ Digital Twins
บริษัทระบุว่า เครื่องมือเหล่านี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาพัฒนา และสนับสนุนการขยายการผลิต โดยนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญยังเป็นผู้กำกับคุณภาพและตัดสินใจด้านนวัตกรรม ภายใต้แนวทาง AI-Driven, People-Led
ขณะเดียวกัน โรงงานต้นแบบ หรือ Pilot Plant มีหน้าที่ทดสอบและปรับกระบวนการผลิตก่อนขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ควบคู่กับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดของเสียตั้งแต่ขั้นทดลอง
สำหรับการนำสินค้าออกสู่ตลาด กระบวนการดังกล่าวเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างสูตรที่พัฒนาได้ในห้องปฏิบัติการกับความพร้อมในการผลิตปริมาณมากและการรักษาคุณภาพสินค้า
ถอดกลยุทธ์ SASSY สร้างสินค้าที่ผู้บริโภคอยากใช้และบอกต่อ
ด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ยูนิลีเวอร์ใช้กรอบ SASSY ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ ความสวยงาม ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส การบอกต่อ และความคิดที่สดใหม่ เชื่อมกับแนวทาง Desire at Scale หรือการสร้างความต้องการในวงกว้าง
แกนของแนวทางนี้คือการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน เพื่อสร้างความผูกพันกับแบรนด์และเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคส่งต่อประสบการณ์ของตนเอง
ตัวอย่างที่บริษัทนำเสนอ ได้แก่ บรีส สูตรซักด่วน ซึ่งออกแบบเพื่อตอบรับผู้บริโภคที่ต้องการลดเวลาทำงานบ้าน โดยบริษัทระบุว่าเทคโนโลยี Pro-S รองรับการทำความสะอาดและลดกลิ่นอับในรอบซัก 15 นาที
มุมการตลาดของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ที่การแปลงความต้องการเรื่องความสะดวกและความรวดเร็วให้เป็นจุดขายที่ผู้บริโภคเข้าใจได้ชัดเจน
วาสลีน–คนอร์ ต่อยอดโจทย์ผู้บริโภคจากไทยสู่ต่างประเทศ
ยูนิลีเวอร์ยกตัวอย่าง วาสลีน กลูต้า-ไฮยา เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย โดยเริ่มจากปัญหาผู้บริโภคไม่ชอบความหนักและเหนอะหนะของโลชั่น โดยเฉพาะเมื่อใช้ในสภาพอากาศร้อนชื้น จึงพัฒนาเนื้อเซรั่มบางเบาและแตกตัวให้สัมผัสคล้ายหยดน้ำ
บริษัทระบุว่า ความต้องการลักษณะนี้พบได้ในหลายตลาด จึงเป็นพื้นฐานให้ผลิตภัณฑ์ขยายไปยังต่างประเทศ สะท้อนโอกาสของการนำอินไซต์ในตลาดหนึ่งไปพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในวงกว้าง
ส่วนคนอร์ ผงมะนาว พัฒนาจากความต้องการรสชาติและคุณภาพที่สม่ำเสมอของผู้บริโภคและผู้ประกอบการอาหาร โดยใช้เทคโนโลยี Encapsulation เพื่อกักเก็บกลิ่นและรสชาติของมะนาว
ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นแนวทางสร้างความแตกต่างของสินค้า ผ่านการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน ตั้งแต่เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ไปจนถึงความสม่ำเสมอของวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร

วางความยั่งยืนตั้งแต่การออกแบบสินค้า
ยูนิลีเวอร์ระบุว่า บริษัทนำแนวคิดความยั่งยืนมาใช้ตั้งแต่การพัฒนาสูตร การเลือกวัตถุดิบ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยครอบคลุมการลดพลาสติกใหม่ การเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน ตลอดจนการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทิศทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจสู่เป้าหมาย Net Zero ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรไทยและการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนงานวิจัย
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือ ความสามารถในการแปลงศักยภาพด้านวิจัยของไทยให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ ทั้งความเร็วในการนำสินค้าออกสู่ตลาด การขยายผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศใหม่ และการตอบรับของผู้บริโภค โดยข้อมูลที่เปิดเผยครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุเป้าหมายยอดขายหรืองบลงทุนเพิ่มเติมเฉพาะในประเทศไทย
